Ulthera HIFU Lifting กังนัม เคล็ดลับความอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ

9 เมษายน 2569

สวัสดีครับ

ผมหมอจองโบฮวัง ผู้อำนวยการ Cleor Clinic สาขากังนัมครับ

"เมื่อก่อนไม่เคยรู้เลยว่าการสูญเสียความยืดหยุ่นของผิวเป็นอย่างไร

แต่ช่วงนี้เริ่มรู้สึกกลัวนิดๆ ทุกครั้งที่ส่องกระจกตอนเช้า"

"กังวลเรื่องแก้มที่หย่อนคล้อยเวลาหัวเราะ

จนทำให้ยิ้มได้อย่างไม่เป็นธรรมชาติ"

พอมองหน้าตัวเองในกระจก ก็รู้ว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

แต่ยากที่จะระบุออกมาเป็นคำพูดได้ครับ

ไม่แน่ใจว่าผิวดูหมองคล้ำลง กรอบหน้าดูไม่ชัด หรือแค่ดูเหนื่อยล้า

มีคนไข้จำนวนมากที่มาปรึกษาด้วยความรู้สึกที่คลุมเครือเช่นนี้

วันนี้ผมจะมาอธิบายว่า 'บางอย่าง' นั้นคืออะไร และUltherapy

มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอย่างไรจะมาเล่าให้ฟังครับ

Ultherapy คืออะไร?

Ultherapy คือเครื่องยกกระชับด้วยคลื่นอัลตราซาวด์แบบไม่ต้องผ่าตัด พัฒนาโดยบริษัท MERZ จากประเทศเยอรมนีครับ

ในบรรดาเครื่องมือกลุ่ม HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound) ณ ปัจจุบัน

เป็นเครื่องที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจาก US FDA สำหรับการยกกระชับคิ้ว กรอบหน้า ลำคอ และ

การลดเลือนริ้วรอยบริเวณเนินอก (Decollete)

หลายคนมักเรียกว่า "เลเซอร์ยกกระชับ"

แต่ที่ถูกต้องคือการใช้พลังงานคลื่นอัลตราซาวด์ครับ

เลเซอร์คือพลังงานแสง ส่วน Ultherapy คือพลังงานคลื่นเสียง

ซึ่งมีวิธีการส่งพลังงานเข้าสู่ผิวที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

หลักการสำคัญ — การสร้าง TCP และการฟื้นฟู 2 ขั้นตอน

การทำงานของ Ultherapy แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน

หากเข้าใจ 2 ขั้นตอนนี้ จะเข้าใจได้เองว่า "ทำไมผลลัพธ์ถึงเห็นผลช้า"

  • ขั้นตอนที่ 1 — การสร้าง TCP (จุดความร้อนรวม) และการหดตัวทันที

เมื่อรวมพลังงานอัลตราซาวด์ไปที่ความลึกเฉพาะเจาะจงใต้ชั้นผิว

อุณหภูมิ ณ จุดนั้นจะสูงขึ้นถึง 60~70°C ในทันที

อุณหภูมินี้เป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดในการทำให้เส้นใยคอลลาเจนเกิดการคลายตัวและเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง (Denaturation)

ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการ

สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือ

TCP (Thermal Coagulation Point หรือ จุดความร้อนรวม) ครับ

ในขณะที่ TCP ถูกสร้างขึ้น เส้นใยคอลลาเจนจะตอบสนองในลักษณะเดียวกัน

คอลลาเจนเดิมจะหดตัวลง ทำให้รู้สึกถึงความตึงกระชับขึ้นเล็กน้อยทันทีหลังทำ

  • ขั้นตอนที่ 2 — การสร้างคอลลาเจนใหม่ (Neocollagenesis) และการปรับโครงสร้างเนื้อเยื่อ

เมื่อเกิดการบาดเจ็บขนาดเล็กจากการสร้าง TCP

ร่างกายจะเริ่มกระบวนการฟื้นฟูตามธรรมชาติเพื่อซ่อมแซมส่วนนั้น

เซลล์เม็ดเลือดขาว (Macrophage) จะกำจัดเนื้อเยื่อที่เสียหาย

และเซลล์สร้างเส้นใย (Fibroblast) จะถูกกระตุ้น

เพื่อสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ขึ้นมา

กระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 2~3 เดือนจึงจะเสร็จสมบูรณ์

ในการศึกษาวิจัยทางคลินิกจึงกำหนดจุดประเมินผลลัพธ์ของ Ultherapy

ไว้ที่ '90 วันหลังการรักษา'นั่นเองครับ

หากคาดหวังความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนทันทีหลังทำ

นี่คือเหตุผลที่อาจทำให้รู้สึกผิดหวังได้

ผลลัพธ์ที่แท้จริงของ Ultherapy จะค่อยๆ สมบูรณ์ขึ้นจากภายในชั้นผิว

ชั้น SMAS คืออะไร? ทำไมความลึกถึงสำคัญ!

โครงสร้างผิวประกอบด้วย หนังกำพร้า → หนังแท้ → ไขมันใต้ผิวหนัง → ชั้น SMAS

ชั้น SMAS คือชั้นพังผืดที่เชื่อมต่อกล้ามเนื้อใบหน้ากับผิวหนัง

เป็นโครงสร้างหลักที่ช่วยพยุงกรอบหน้าและความยืดหยุ่นไว้

เวลาปรึกษา มักมีคนถามว่า "ดูแลผิวอย่างดีมาตลอด

แต่ทำไมปัญหาความหย่อนคล้อยถึงไม่หายไป"

เหตุผลนั้นง่ายมากครับ เพราะสกินแคร์ส่วนใหญ่ทำงานแค่ในชั้นหนังกำพร้าถึงหนังแท้ส่วนตื้นเท่านั้น

และไม่สามารถเข้าถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความหย่อนคล้อยได้

เหตุผลที่การผ่าตัดดึงหน้าให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน

และเหตุผลที่ Ultherapy เป็นที่จับตามองในบรรดาการยกกระชับแบบไม่ต้องผ่าตัด

ล้วนเริ่มมาจากการที่สามารถส่งพลังงานไปที่ชั้นผิวนี้ได้นั่นเอง

หัวทรานสดิวเซอร์ 3 ประเภท — วิธีการออกแบบความลึก

Ultherapy ใช้หัวทรานสดิวเซอร์ 3 แบบ ตามระดับความลึกของพลังงาน

  • หัว 1.5 มม. — ชั้นหนังแท้ส่วนตื้น เน้นปรับสภาพผิว ริ้วรอยเล็กๆ และรูขุมขน

  • หัว 3.0 มม. — ชั้นหนังแท้ส่วนลึกถึงชั้นไขมันส่วนบน เป็นความลึกหลักในการเพิ่มความยืดหยุ่นและยกกระชับ

  • หัว 4.5 มม. — ส่งพลังงานไปที่ชั้น SMAS โดยตรง ให้ผลลัพธ์สูงสุดในการแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยและยกกระชับกรอบหน้า

แม้จะใช้จำนวนช็อตเท่ากัน แต่หากการจัดสรรหัวทิปไม่เหมาะสมกับความหนาของไขมันและโครงสร้างผิว

ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะแตกต่างกันออกไป

สำหรับใบหน้าที่มีไขมันน้อยหากใช้หัว 4.5 มม. มากเกินไป

พลังงานอาจทะลุผ่านชั้นไขมันจนทำให้เกิดอาการแก้มตอบได้

ในทางกลับกันหากชั้นไขมันหนาแต่ใช้เพียงหัวระดับตื้น พลังงานก็จะไม่สามารถเข้าถึงชั้น SMAS ได้ครับ

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเลือกและการจัดสรรหัวทิปจึงเป็นหัวใจสำคัญของผลลัพธ์การรักษา

DeepSEE™ — ทำไมภาพอัลตราซาวด์แบบเรียลไทม์ถึงสำคัญ

เทคโนโลยี DeepSEE™ ของ Ultherapy ช่วยให้สามารถตรวจสอบโครงสร้างภายในชั้นผิว

ผ่านภาพอัลตราซาวด์ได้แบบเรียลไทม์ในขณะทำการรักษา

ในภาพจะแสดงความหนาของชั้นผิว ตำแหน่งของชั้น SMAS รวมถึงตำแหน่งของเส้นเลือดและกระดูกอย่างชัดเจน

ในมุมมองของผู้ทำการรักษา ฟังก์ชันนี้สำคัญด้วยเหตุผลเดียวครับ

เนื่องจากแต่ละคนมีการกระจายตัวของไขมันและความหนาของผิวที่แตกต่างกัน

หากยิงพลังงานด้วยความลึกที่กำหนดไว้ตายตัวโดยไม่มีภาพประกอบ อาจทำให้พลังงานไม่ถึงชั้นที่ต้องการ

อย่างแม่นยำ

หรือส่งพลังงานลึกเกินไปจนเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง

การปรับแต่งในขณะที่มองเห็นภาพโดยตรง คือสิ่งที่กำหนดความแม่นยำในการออกแบบการรักษา

ระยะเวลาของผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ และไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล

หลายคนจึงพิจารณาทำซ้ำหลังจากผ่านไปสักระยะเพื่อคงผลลัพธ์ไว้

🔺 ข้อควรระวัง

: สิ่งที่ควรทราบเป็นพิเศษ

✔️รายการตรวจสอบก่อนรับบริการ

  • ผู้ที่มีไขมันบนใบหน้าน้อย (ใบหน้าตอบ): หากใช้หัว 4.5 มม. อาจเกิดการฝ่อตัวของไขมันใต้ผิวหนัง
    จนทำให้แก้มดูตอบลงได้ จึงต้องออกแบบการใช้หัวทิปอย่างระมัดระวัง (จำเป็นต้องปรึกษาก่อนทำ)

  • ผู้ที่มีรากเทียมโลหะในร่างกาย, อยู่ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร, มีการอักเสบในบริเวณที่ทำ: ห้ามทำหรือต้องพิจารณาอย่างละเอียด

  • ควรระวังหากมีการเน้นจำนวนช็อตที่มากเกินไป: การออกแบบที่ไม่เหมาะสมกับโครงสร้างใบหน้าอาจเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียงมากกว่าผลลัพธ์ที่ดี

✔️การดูแลหลังรับบริการ

  • งดซาวน่า สปาร้อน และการดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลา 2 สัปดาห์ (ความร้อนอาจขัดขวางการสร้างคอลลาเจนใหม่)

  • จำเป็นต้องทาครีมกันแดดเมื่อออกไปข้างนอก (คอลลาเจนใหม่มีความอ่อนไหวต่อรังสียูวี)

  • รอยแดงหรืออาการบวมเล็กน้อยหลังทำ มักจะหายไปเองภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน

  • อาจเกิดรอยทางสีขาว (White Stripe) ได้ในกรณีที่พบได้น้อย หากเกิดขึ้นให้รีบมาพบแพทย์ทันที

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q. จะเริ่มเห็นผลเมื่อไหร่?

A. หลายคนเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ประมาณ 1 เดือนหลังทำ

ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีการปรับโครงสร้างเนื้อเยื่อ

และจะเห็นผลชัดเจนที่สุดในช่วง 2~3 เดือน เมื่อการสร้างคอลลาเจนใหม่เสร็จสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปตามสภาพผิวของแต่ละบุคคล

Q. ยิ่งจำนวนช็อตเยอะยิ่งดีจริงไหม?

A. การจัดสรรความลึกของหัวทิปให้เหมาะสมกับโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคลนั้นสำคัญกว่ามากครับ

แม้จะใช้เครื่องเดียวกันและจำนวนช็อตเท่ากัน แต่หากวิธีการออกแบบต่างกัน ผลลัพธ์ก็จะต่างกัน

Q. ถ้าเป็นคนหน้าตอบ สามารถทำได้ไหม?

A. ทำได้ครับ แต่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

หากชั้นไขมันบางและการออกแบบความลึกของพลังงานไม่ถูกต้อง

อาจเกิดผลข้างเคียงที่ทำให้ไขมันใต้ผิวหนังฝ่อตัวจนแก้มดูตอบลงได้

ควรตรวจสอบความเหมาะสมและการออกแบบหัวทิปผ่านการปรึกษาอย่างละเอียด

Q. ทำ Ultherapy แล้วจะทำให้ใบหน้าสูญเสียปริมาตร (Volume) หรือไม่?

A. หากได้รับการรักษาด้วยการออกแบบที่ถูกต้อง แทนที่ปริมาตรจะลดลง

ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นการยกกระชับส่วนที่หย่อนคล้อยให้เข้ารูป ทำให้กรอบหน้าดูชัดเจนยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากทำในปริมาณที่มากเกินไปสำหรับผู้ที่มีไขมันน้อย อาจทำให้ดูตอบลงได้

ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพูดคุยกันในขั้นตอนการปรึกษาครับ

Q. สามารถทำร่วมกับการยกกระชับแบบอื่นได้ไหม?

A. สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นที่มีประเภทพลังงานหรือชั้นผิวเป้าหมายต่างกันได้

เพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพซึ่งกันและกัน

แต่เนื่องจากทุกหัตถการมีการกระตุ้นผิวในระดับหนึ่ง

เพื่อความปลอดภัย จึงควรตัดสินใจเรื่องการทำร่วมกันและระยะห่างผ่านการปรึกษาแพทย์เท่านั้น

Ultherapy เป็นเครื่องมือที่ถูกใช้เป็นมาตรฐานในการยกกระชับมาอย่างยาวนาน

จึงมีทั้งการพิสูจน์ผลลัพธ์และข้อมูลทางคลินิกที่น่าเชื่อถือ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเครื่องมือจะดีแค่ไหน

หากไม่มีการวิเคราะห์โครงสร้างผิวและออกแบบการรักษาที่แม่นยำ ก็ยากที่จะได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง

เมื่อเริ่มกังวลเรื่องความยืดหยุ่นของผิวเป็นครั้งแรก

ก้าวแรกที่ดีที่สุดคือการทำความเข้าใจสภาพผิวปัจจุบันของตัวเองอย่างถูกต้อง

หากต้องการทราบว่า Ultherapy เหมาะกับคุณหรือไม่ และควรใช้วิธีการรักษาแบบใด

เชิญมาปรึกษาได้ที่ Cleor Clinic สาขากังนัมครับ