
สวัสดีครับ
ผมหมอจองโบฮวัง ผู้อำนวยการ Cleor Clinic สาขากังนัมครับ
"เมื่อก่อนไม่เคยรู้เลยว่าการสูญเสียความยืดหยุ่นของผิวเป็นอย่างไร
แต่ช่วงนี้เริ่มรู้สึกกลัวนิดๆ ทุกครั้งที่ส่องกระจกตอนเช้า"
"กังวลเรื่องแก้มที่หย่อนคล้อยเวลาหัวเราะ
จนทำให้ยิ้มได้อย่างไม่เป็นธรรมชาติ"
พอมองหน้าตัวเองในกระจก ก็รู้ว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
แต่ยากที่จะระบุออกมาเป็นคำพูดได้ครับ
ไม่แน่ใจว่าผิวดูหมองคล้ำลง กรอบหน้าดูไม่ชัด หรือแค่ดูเหนื่อยล้า
มีคนไข้จำนวนมากที่มาปรึกษาด้วยความรู้สึกที่คลุมเครือเช่นนี้
วันนี้ผมจะมาอธิบายว่า 'บางอย่าง' นั้นคืออะไร และUltherapy
มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอย่างไรจะมาเล่าให้ฟังครับ

Ultherapy คืออะไร?
Ultherapy คือเครื่องยกกระชับด้วยคลื่นอัลตราซาวด์แบบไม่ต้องผ่าตัด พัฒนาโดยบริษัท MERZ จากประเทศเยอรมนีครับ
ในบรรดาเครื่องมือกลุ่ม HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound) ณ ปัจจุบัน
เป็นเครื่องที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจาก US FDA สำหรับการยกกระชับคิ้ว กรอบหน้า ลำคอ และ
การลดเลือนริ้วรอยบริเวณเนินอก (Decollete)
หลายคนมักเรียกว่า "เลเซอร์ยกกระชับ"
แต่ที่ถูกต้องคือการใช้พลังงานคลื่นอัลตราซาวด์ครับ

เลเซอร์คือพลังงานแสง ส่วน Ultherapy คือพลังงานคลื่นเสียง
ซึ่งมีวิธีการส่งพลังงานเข้าสู่ผิวที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หลักการสำคัญ — การสร้าง TCP และการฟื้นฟู 2 ขั้นตอน
การทำงานของ Ultherapy แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน
หากเข้าใจ 2 ขั้นตอนนี้ จะเข้าใจได้เองว่า "ทำไมผลลัพธ์ถึงเห็นผลช้า"
ขั้นตอนที่ 1 — การสร้าง TCP (จุดความร้อนรวม) และการหดตัวทันที
เมื่อรวมพลังงานอัลตราซาวด์ไปที่ความลึกเฉพาะเจาะจงใต้ชั้นผิว
อุณหภูมิ ณ จุดนั้นจะสูงขึ้นถึง 60~70°C ในทันที
อุณหภูมินี้เป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดในการทำให้เส้นใยคอลลาเจนเกิดการคลายตัวและเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง (Denaturation)
ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการ
สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือ
TCP (Thermal Coagulation Point หรือ จุดความร้อนรวม) ครับ
ในขณะที่ TCP ถูกสร้างขึ้น เส้นใยคอลลาเจนจะตอบสนองในลักษณะเดียวกัน
คอลลาเจนเดิมจะหดตัวลง ทำให้รู้สึกถึงความตึงกระชับขึ้นเล็กน้อยทันทีหลังทำ
ขั้นตอนที่ 2 — การสร้างคอลลาเจนใหม่ (Neocollagenesis) และการปรับโครงสร้างเนื้อเยื่อ
เมื่อเกิดการบาดเจ็บขนาดเล็กจากการสร้าง TCP
ร่างกายจะเริ่มกระบวนการฟื้นฟูตามธรรมชาติเพื่อซ่อมแซมส่วนนั้น
เซลล์เม็ดเลือดขาว (Macrophage) จะกำจัดเนื้อเยื่อที่เสียหาย
และเซลล์สร้างเส้นใย (Fibroblast) จะถูกกระตุ้น
เพื่อสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ขึ้นมา
กระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 2~3 เดือนจึงจะเสร็จสมบูรณ์
ในการศึกษาวิจัยทางคลินิกจึงกำหนดจุดประเมินผลลัพธ์ของ Ultherapy
ไว้ที่ '90 วันหลังการรักษา'นั่นเองครับ
หากคาดหวังความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนทันทีหลังทำ
นี่คือเหตุผลที่อาจทำให้รู้สึกผิดหวังได้
ผลลัพธ์ที่แท้จริงของ Ultherapy จะค่อยๆ สมบูรณ์ขึ้นจากภายในชั้นผิว

ชั้น SMAS คืออะไร? ทำไมความลึกถึงสำคัญ!
โครงสร้างผิวประกอบด้วย หนังกำพร้า → หนังแท้ → ไขมันใต้ผิวหนัง → ชั้น SMAS
ชั้น SMAS คือชั้นพังผืดที่เชื่อมต่อกล้ามเนื้อใบหน้ากับผิวหนัง
เป็นโครงสร้างหลักที่ช่วยพยุงกรอบหน้าและความยืดหยุ่นไว้
เวลาปรึกษา มักมีคนถามว่า "ดูแลผิวอย่างดีมาตลอด
แต่ทำไมปัญหาความหย่อนคล้อยถึงไม่หายไป"
เหตุผลนั้นง่ายมากครับ เพราะสกินแคร์ส่วนใหญ่ทำงานแค่ในชั้นหนังกำพร้าถึงหนังแท้ส่วนตื้นเท่านั้น
และไม่สามารถเข้าถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความหย่อนคล้อยได้
เหตุผลที่การผ่าตัดดึงหน้าให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน
และเหตุผลที่ Ultherapy เป็นที่จับตามองในบรรดาการยกกระชับแบบไม่ต้องผ่าตัด
ล้วนเริ่มมาจากการที่สามารถส่งพลังงานไปที่ชั้นผิวนี้ได้นั่นเอง

หัวทรานสดิวเซอร์ 3 ประเภท — วิธีการออกแบบความลึก
Ultherapy ใช้หัวทรานสดิวเซอร์ 3 แบบ ตามระดับความลึกของพลังงาน
หัว 1.5 มม. — ชั้นหนังแท้ส่วนตื้น เน้นปรับสภาพผิว ริ้วรอยเล็กๆ และรูขุมขน
หัว 3.0 มม. — ชั้นหนังแท้ส่วนลึกถึงชั้นไขมันส่วนบน เป็นความลึกหลักในการเพิ่มความยืดหยุ่นและยกกระชับ
หัว 4.5 มม. — ส่งพลังงานไปที่ชั้น SMAS โดยตรง ให้ผลลัพธ์สูงสุดในการแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยและยกกระชับกรอบหน้า
แม้จะใช้จำนวนช็อตเท่ากัน แต่หากการจัดสรรหัวทิปไม่เหมาะสมกับความหนาของไขมันและโครงสร้างผิว
ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะแตกต่างกันออกไป
สำหรับใบหน้าที่มีไขมันน้อยหากใช้หัว 4.5 มม. มากเกินไป
พลังงานอาจทะลุผ่านชั้นไขมันจนทำให้เกิดอาการแก้มตอบได้
ในทางกลับกันหากชั้นไขมันหนาแต่ใช้เพียงหัวระดับตื้น พลังงานก็จะไม่สามารถเข้าถึงชั้น SMAS ได้ครับ
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเลือกและการจัดสรรหัวทิปจึงเป็นหัวใจสำคัญของผลลัพธ์การรักษา
DeepSEE™ — ทำไมภาพอัลตราซาวด์แบบเรียลไทม์ถึงสำคัญ
เทคโนโลยี DeepSEE™ ของ Ultherapy ช่วยให้สามารถตรวจสอบโครงสร้างภายในชั้นผิว
ผ่านภาพอัลตราซาวด์ได้แบบเรียลไทม์ในขณะทำการรักษา
ในภาพจะแสดงความหนาของชั้นผิว ตำแหน่งของชั้น SMAS รวมถึงตำแหน่งของเส้นเลือดและกระดูกอย่างชัดเจน
ในมุมมองของผู้ทำการรักษา ฟังก์ชันนี้สำคัญด้วยเหตุผลเดียวครับ
เนื่องจากแต่ละคนมีการกระจายตัวของไขมันและความหนาของผิวที่แตกต่างกัน
หากยิงพลังงานด้วยความลึกที่กำหนดไว้ตายตัวโดยไม่มีภาพประกอบ อาจทำให้พลังงานไม่ถึงชั้นที่ต้องการ
อย่างแม่นยำ
หรือส่งพลังงานลึกเกินไปจนเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง
การปรับแต่งในขณะที่มองเห็นภาพโดยตรง คือสิ่งที่กำหนดความแม่นยำในการออกแบบการรักษา
ระยะเวลาของผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ และไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล
หลายคนจึงพิจารณาทำซ้ำหลังจากผ่านไปสักระยะเพื่อคงผลลัพธ์ไว้

🔺 ข้อควรระวัง
: สิ่งที่ควรทราบเป็นพิเศษ
✔️รายการตรวจสอบก่อนรับบริการ
ผู้ที่มีไขมันบนใบหน้าน้อย (ใบหน้าตอบ): หากใช้หัว 4.5 มม. อาจเกิดการฝ่อตัวของไขมันใต้ผิวหนัง
จนทำให้แก้มดูตอบลงได้ จึงต้องออกแบบการใช้หัวทิปอย่างระมัดระวัง (จำเป็นต้องปรึกษาก่อนทำ)ผู้ที่มีรากเทียมโลหะในร่างกาย, อยู่ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร, มีการอักเสบในบริเวณที่ทำ: ห้ามทำหรือต้องพิจารณาอย่างละเอียด
ควรระวังหากมีการเน้นจำนวนช็อตที่มากเกินไป: การออกแบบที่ไม่เหมาะสมกับโครงสร้างใบหน้าอาจเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียงมากกว่าผลลัพธ์ที่ดี
✔️การดูแลหลังรับบริการ
งดซาวน่า สปาร้อน และการดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลา 2 สัปดาห์ (ความร้อนอาจขัดขวางการสร้างคอลลาเจนใหม่)
จำเป็นต้องทาครีมกันแดดเมื่อออกไปข้างนอก (คอลลาเจนใหม่มีความอ่อนไหวต่อรังสียูวี)
รอยแดงหรืออาการบวมเล็กน้อยหลังทำ มักจะหายไปเองภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน
อาจเกิดรอยทางสีขาว (White Stripe) ได้ในกรณีที่พบได้น้อย หากเกิดขึ้นให้รีบมาพบแพทย์ทันที
❓ คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. จะเริ่มเห็นผลเมื่อไหร่?
A. หลายคนเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ประมาณ 1 เดือนหลังทำ
ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีการปรับโครงสร้างเนื้อเยื่อ
และจะเห็นผลชัดเจนที่สุดในช่วง 2~3 เดือน เมื่อการสร้างคอลลาเจนใหม่เสร็จสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปตามสภาพผิวของแต่ละบุคคล
Q. ยิ่งจำนวนช็อตเยอะยิ่งดีจริงไหม?
A. การจัดสรรความลึกของหัวทิปให้เหมาะสมกับโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคลนั้นสำคัญกว่ามากครับ
แม้จะใช้เครื่องเดียวกันและจำนวนช็อตเท่ากัน แต่หากวิธีการออกแบบต่างกัน ผลลัพธ์ก็จะต่างกัน
Q. ถ้าเป็นคนหน้าตอบ สามารถทำได้ไหม?
A. ทำได้ครับ แต่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
หากชั้นไขมันบางและการออกแบบความลึกของพลังงานไม่ถูกต้อง
อาจเกิดผลข้างเคียงที่ทำให้ไขมันใต้ผิวหนังฝ่อตัวจนแก้มดูตอบลงได้
ควรตรวจสอบความเหมาะสมและการออกแบบหัวทิปผ่านการปรึกษาอย่างละเอียด
Q. ทำ Ultherapy แล้วจะทำให้ใบหน้าสูญเสียปริมาตร (Volume) หรือไม่?
A. หากได้รับการรักษาด้วยการออกแบบที่ถูกต้อง แทนที่ปริมาตรจะลดลง
ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นการยกกระชับส่วนที่หย่อนคล้อยให้เข้ารูป ทำให้กรอบหน้าดูชัดเจนยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากทำในปริมาณที่มากเกินไปสำหรับผู้ที่มีไขมันน้อย อาจทำให้ดูตอบลงได้
ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพูดคุยกันในขั้นตอนการปรึกษาครับ
Q. สามารถทำร่วมกับการยกกระชับแบบอื่นได้ไหม?
A. สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นที่มีประเภทพลังงานหรือชั้นผิวเป้าหมายต่างกันได้
เพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพซึ่งกันและกัน
แต่เนื่องจากทุกหัตถการมีการกระตุ้นผิวในระดับหนึ่ง
เพื่อความปลอดภัย จึงควรตัดสินใจเรื่องการทำร่วมกันและระยะห่างผ่านการปรึกษาแพทย์เท่านั้น
Ultherapy เป็นเครื่องมือที่ถูกใช้เป็นมาตรฐานในการยกกระชับมาอย่างยาวนาน
จึงมีทั้งการพิสูจน์ผลลัพธ์และข้อมูลทางคลินิกที่น่าเชื่อถือ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเครื่องมือจะดีแค่ไหน
หากไม่มีการวิเคราะห์โครงสร้างผิวและออกแบบการรักษาที่แม่นยำ ก็ยากที่จะได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง
เมื่อเริ่มกังวลเรื่องความยืดหยุ่นของผิวเป็นครั้งแรก
ก้าวแรกที่ดีที่สุดคือการทำความเข้าใจสภาพผิวปัจจุบันของตัวเองอย่างถูกต้อง
หากต้องการทราบว่า Ultherapy เหมาะกับคุณหรือไม่ และควรใช้วิธีการรักษาแบบใด
เชิญมาปรึกษาได้ที่ Cleor Clinic สาขากังนัมครับ
